Skip to content

Buddha statue "Ultraman"

คงไม่มีประเด็นไหนมาแรงสุดไปกว่าภาพพระพุทธรูป “อุลตร้าแมน” ที่กำลังกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารย์กันอย่างหนักระหว่างฝ่ายที่เห็นบอกว่าไม่เหมาะสมและอยากให้ทำร้ายรวมถึงจะเอาผิด อีกฝ่ายก็บอกว่าไม่เห็นจะเป็นอะไร เป็นเพียงแค่งานศิลปะสำหรับส่งอาจารย์เท่านั้น วันนี้เราจะพาไปดูจุดเริ่มต้นกันก่อนว่ามันมีที่มากันอย่างไร ทำไมมันถึงกลายมาเป็นเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ได้

เรื่องเริ่มอยู่ที่นักศึกษาต้องทำงานส่งอาจารย์ และนำผลงานไปจัดแสดงในที่สาธารณะในนามของนักเรียน ซึ่งนั่นเองที่กลายเป็นกระแสไปทั่ว เมื่อมีคนถ่ายภาพพระพุทธรูปอุลตร้าแมนลงอินเตอร์เน็ต จนมีคนแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว อยู่ๆก็มีหน่วยงานพุทธเข้ามาแสดงตัว ว่าเป็นตัวแทนของคนไทยออกมาทำหน้าที่ปกป้องศาสนา โดยมองว่าภาพของนักเรียนชิ้นนี้เป็นการเหยียดยามดูหมิ่นศาสนาพุทธ

จากภาพราคาไม่กี่พันตอนนี้ราคาเกินครึ่งล้าน

จากภาพที่ไม่มีใครรู้จักกลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการของคนไทย หลังจากที่กลุ่มชาวพุทธฯ พยายามฟ้องเอาผิดกับนึกศึกษา แม้ว่าทางนักศึกษาจะเดินทางมาขอขมากับทางผู้ใหญ่แล้วก็ทางวัดแล้ว ทำให้เป็นดราม่าร้อนสุดๆ เมื่อคนตั้งคำถามว่านักศึกษาก็ได้ขอขมาไปแล้ว มันก็น่าจะจบทำไมถึงยังฟ้องร้องต่อ ในขณะที่หลายรายการได้พยายามที่จะเปิดเผยจุดยืนของกลุ่มชาวพุทธฯ ซึ่งก็ได้ออกมายืนยันว่าจะเอาผิดให้ถึงที่สุด โดยเน้นย้ำคำเดิมๆว่าเป็นการเหยียดหยาม

ล่าสุดนี้เจ้าของภาพที่ได้ซื้อไปได้นำรูปไปประมูล เพื่อนำเงินไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็ก ยอดล่าสุดทะลุไป 6 แสนบาท ส่วนหนึ่งก็จะมอบให้เป็นทุนการศึกษาหรือค่าทำขวัญให้กับนักศึกษา เพราะต้องเสียสุขภาพจิตจากกลุ่มผู้ใหญ่ที่เข้ามากดดัน ล่าสุดนี้กลุ่มชาวพุทธฯ เองก็ได้ยอมที่จะถอนฟ้องเป็นที่เรียบร้อย โดยนายจรูญ วรรณกสิณานนท์ พร้อมกับพรรคพวกได้เดินทางไปขอถอนแจ้งความกับ 5 บุคคลที่เคยฟ้องไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตามกลุ่มชาวพุทธฯ ยังคงทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่าภาพนี้เป็นมากกว่าศิลปะ มันมีรหัสลับซ่อนอยู่ เชื่อว่ามีขบวนการอยู่เบื้องหลัง ส่วนข้อมูลหลักฐานต่างๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินการต่อไป การที่มาถอนฟ้องในครั้งนี้เพราะเชื่อว่าเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ โดยที่ผ่านมาได้มีการแจ้งเบาะแสเข้ามามากมาย จึงเชื่อว่าในภาพอาจมีความลับที่ซ่อนอยู่ ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไปให้ได้ว่ามันจริงหรือไม่

ข่าวธุรกิจเป็นอีกหนึ่งหัวข้อข่าวที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจบ้านเรา แม้ว่าไทยเราอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับบางข่าว บางเหตุการณ์นั้นโดยตรง แต่เราก็อาจจะเสียประโยชน์ หรือ ใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ข่าวนั้นได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะตีความไปทางไหน ปี 2019 มาดูกันว่า เริ่มมาได้ 3 เดือนมีข่าวธุรกิจระหว่างประเทศอะไรบ้างที่ยังต้องจับตามองไปตลอดทั้งปี 2019

Brexit

เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องสำหรับ การแยกตัวของ อังกฤษ เป็นที่รู้จักกันในวิกฤติ Brexit ปีนี้อาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนครั้งแรกที่โยนแนวคิดเรื่องนี้ออกมา ที่น่าจับตามองก็คือ แนวคิดนี้เริ่มผลิดอกออกผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น การเมืองบ้านเรากำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญว่าจะเดินหน้าต่อ หรือพอแค่นี้ ไทยเราเองก็เริ่มจะเดินหน้ามองหาความเป็นไปได้แล้วว่า หาก Brexit สนธิสัญญาทางการค้าที่เคยลงนามร่วมกันเอาไว้จะเป็นอย่างไร ร่างใหม่ หรือ เอาของเดิมไปก่อน เรื่องนี้ต้องจับตาดู

ตลาดคอนเทนต์ดิจิตอล

จากกระแส IOT ( internet of thing) นั่นทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก หลายอย่างอาจจะต้องยกเลิกไปเพราะไม่มีใครใช้กันแล้ว แต่ก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้นมามากมายด้วยเหมือนกัน ธุรกิจด้านคอนเทนต์ดิจิตอลมาแรงมาก ข่าวต่างประเทศที่เกี่ยวข้องก็คือตอนนี้ภาครัฐของไทยกำลังเดินทางไปพบลูกค้าในต่างประเทศเพื่อเตรียมเปิดตลาดธุรกิจด้านนี้ในต่างประเทศเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากภาครัฐส่งเสริมให้ดี อุตสาหกรรมดิจิตอลไทยอาจจะออกไปโกยเงินต่างประเทศแบบไม่ต้องเดินทางไปนอกประเทศก็เป็นได้

ญี่ปุ่น พบ สหรัฐ

ข่าวการพบกันของผู้นำประเทศมักจะมีเรื่องของเศรษฐกิจ และความมั่นคงมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม มีข่าวออกมาว่าตอนนี้ นายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อาจจะนัดพบกับประธานาธิบดีของสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วงปลายเมษายนนี้ แม้จะข่าวเล็ดลอดออกมาว่าจะพูดคุยกันเรื่องเกาหลีเหนือ แต่น่าจะมีเรื่องเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศนี้เข้ามาแทรกด้วย ต้องจับตามองว่าหลังการพบกันครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้นระหว่าง ญี่ปุ่น กับสหรัฐ

เฟด ไม่ขึ้นดอกเบี้ย

หนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลต่อวงการเศรษฐกิจสหรัฐ จนถึงเศรษฐกิจโลก ก็คือ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) พวกเค้าเพิ่งจะออกมาประกาศนโยบายชัดเจนว่า จะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในปีนี้ นั่นทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจของโลกดีขึ้น ผันผวนน้อยลง จากนโยบายเรื่องนี้ทำให้ธนาคารในแต่ละประเทศต่างก็ส่งเสียงตอบรับกันเป็นแถว รวมถึงปรับนโยบายการเงินของตัวเองด้วย ต้องมาจับตากันว่านโยบายนี้ของเฟดจะส่งผลอะไรมาถึงไทยบ้างในปีนี้